loading...
loading...

“ทหาร”เสี่ยงชีวิตเหลือเกิน!!!หมดคำถาม”มีทหารไว้ทำไม”…ประชาชนมีภัยที่ไหน ใครหล่ะที่ยื่นมือช่วย ครั้งนี้ก็เช่นกันความสูงไม่เป็นอุปสรรค”ปลอดภัยแล้วนะครับทหารมาแล้ว”(คลิป)

10 มกราคม 2017 | Slide, ข่าวเด่น

Advertisement


loading...




Loading...

%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%81

“ทหาร”เสี่ยงชีวิตเหลือเกิน!!!หมดคำถาม”มีทหารไว้ทำไม”…ประชาชนมีภัยที่ไหน ใครหล่ะที่ยื่นมือช่วย ครั้งนี้ก็เช่นกันความสูงไม่เป็นอุปสรรค”ปลอดภัยแล้วนะครับทหารมาแล้ว”(คลิป)


กองทัพเรือเดินเครื่องเรือผลักดันน้ำต่อเนื่อง  ส่งผลให้ระดับน้ำในเขตเทศบาลตำบลชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราชลดลงบางพื้นที่ แต่ก็มีอีกหลายพื้นที่ที่ยังคงได้รับความเดือดร้อนจากน้ำที่ท่วมสูง โดยประชาชนที่ติดอยู่ในบ้านเรือนไม่สามารถเดินทางออกมาเนื่องจากระดับน้ำและความแรง แน่นอนว่าตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังให้การช่วยเหลือ แต่ก็มีบางพื้นที่ที่เรือไม่สามรถเข้าไปได้โดยต้องอาศัยการเข้าพื้นที่ทางอากาศจาก ฮ.ซึ่งเมื่อช่วงเช้าในเฟสบุ๊คของ Prachaya Nongnuch มีการระบุว่า…

ไม่ง่าย เลยนะ …..
ทหารเรือ ลงฮ.EC645 T2 โรยตัว ส่งยา-เวชภัณฑ์ ในจุดที่ ยานพาหนะทางภาคพื้นเข้าไม่ถึง ต.เคร็ง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช
ต้องไปทุกบ้านที่เดือดร้อน


นอกเหนือจากทางอากาศที่ดูเสี่ยงแล้ว ทางน้ำก็เสี่ยงไม่แพ้กัน เพราะว่าภาคใต้ยังคงมีน้ำท่วมสูงและน้ำที่ไหลแรง

ในทวิตเตอร์ palm_phattanan ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า…

น่ากลัวแค่ไหน…ถามใจดู เรือระบายพลขนาดเล็กที่ถูกปล่อยจากร.ล.อ่างทอง บรรทุกถุงยังชีพแล่นเข้าหาฝั่งที่มืดครึ้ม

%e0%b8%9b%e0%b8%81

ภาพนี้ถูกเผยแพร่และส่งต่อไปยังขว้างขวาง โดยภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์น้ำท่วมยังไม่คลี่คลาย และกำลังจะมีฝนตกอีก

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 ม.ค. กำลังพลทหารเรือ ของ หมวดเรือเฉพาะกิจบรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ เริ่มปฏิบัติหน้าที่ กันแต่เช้าตรู่ แยกย้ายกัน ขนสิ่งของลงเรือระบายพล และ ฮ. ออกจากเรือหลวงอ่างทอง มุ่งหน้าเข้าฝั่ง ช่วยเหลือชาวนครศรีธรรมราช ตามหลัก From the sea

Advertisement

loading...

กองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ ได้รับการสถาปนาเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๖ แต่เดิมนั้นได้ใช้ชื่อว่า “ กองเรือบริการ ” เป็นหน่วยขึ้นตรงกองเรือยุทธการ โดยในขณะนั้น กองทัพเรือได้รับอนุมัติจากกระทรวงกลาโหม  ให้มีการจัดหน่วยของกองเรือยุทธการใหม่ โดยแบ่งเป็น ๔ กองเรือ ประกอบด้วย กองเรือตรวจอ่าว กองเรือปราบเรือดำน้ำ กองเรือทุ่นระเบิด และกองเรือบริการ ภายหลังจากการก่อตั้งกองเรือบริการแล้ว กองทัพเรือได้รับเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ เรือยกพลขึ้นบกขนาดกลาง เรือสนับสนุนยกพลขึ้นบก เพิ่มเติมจากประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้ภารกิจที่ได้รับมอบหมายเพิ่มมากขึ้น จึงได้เปลี่ยนชื่อหน่วยจากกองเรือบริการ เป็นกองเรือยกพลขึ้นบกและบริการ ต่อมากองทัพเรือได้มีการจัดหน่วยของกองเรือยุทธการใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยมีการปรับกองเรือยกพลขึ้นบกและบริการ ออกเป็น ๒ กองเรือ คือ กองเรือยกพลขึ้นบก และกองเรือยุทธบริการ เพื่อที่จะได้แยกภารกิจการปฏิบัติออกจากกันโดยเด่นชัด ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๓๕ และหลังจากการปรับโครงสร้างใหม่ ทร. ในปีงบประมาณ ๒๕๕๒ นับตั้งแต่ ๑ เม.ย.๕๒ มีการรวมกองเรือยกพลขึ้นบกและกองเรือยุทธบริการ เข้าด้วยกันโดยใช้ ชื่อใหม่ว่า “กองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ”

กองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ เป็นหน่วยขึ้นตรงกองเรือยุทธการ ที่ตั้งปัจจุบันของกองบัญชาการ  กองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ อยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร แบ่งการบังคับบัญชาออกเป็น ๓ หมวดเรือ ประกอบด้วยเรือยกพลขึ้นบก และเรือยุทธบริการ ประเภทต่าง ๆ จำนวนทั้งสิ้น ๒๕ ลำ แบ่งเป็น เรือยกพลขนาดใหญ่ ๒ ลำ เรือระบายพลขนาดใหญ่ ๙ ลำ , เรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ ๑ ลำ , เรือน้ำมัน ๕ ลำ ,      เรือน้ำ ๒ ลำ , เรือลากจูงขนาดใหญ่  ๒ ลำ , เรือลากจูงขนาดกลาง ๒ ลำ , เรือลากจูงขนาดเล็ก ๒ ลำ นอกจากนี้ยังได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ปกครองบังคับบัญชาเรือของกองเรือ ยุทธการ ที่เข้ารับการซ่อมทำที่บริษัทอู่กรุงเทพ

เรือยกพลขนาดใหญ่ จำนวน ๒ ลำ ได้แก่ ร.ล.อ่างทอง, ร.ล. สีชัง , ร.ล. สุรินทร์

เรือหลวงอ่างทอง เป็น เรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ หมายเลขเรือ 791 สั่งต่อโดย อู่เรือบริษัท Singapore Technologies จำกัด ประเทศสิงคโปร์ เพื่อใช้ในภารกิจช่วยเหลือประชาชน การบรรเทาสาธารณภัย การปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบก การขนส่งลำเลียงทางทะเล เป็นเรือบัญชาการและฐานปฏิบัติการในทะเล โดยเรือหลวงอ่างทองมีขนาดใหญ่เป็น “ลำดับที่ 3″ รองจาก เรือหลวงจักรีนฤเบศร และ เรือหลวงสิมิลัน มีขีดความสามารถในการเคลื่อนกำลังจากทะเลสู่ฝั่ง (โจมตีโฉบฉวยสะเทินน้ำสะเทินบก)

ลักษณะทั่วไป ตัวเรือมีขนาดกว้าง 21 เมตร ยาว 141 เมตร กินน้ำลึก 4.6 เมตร ระวางขับน้ำสูงสุด 7,600 ตัน ความเร็วสูงสุดไม่ต่ำกว่า 17 นอต ระยะปฏิบัติการที่ความเร็ว 12 นอต ไม่น้อยกว่า 5,000 ไมล์ สามารถปฏิบัติการในทะเลต่อเนื่องได้ไม่น้อยกว่า 45 วัน ปฏิบัติการในทะเลได้ถึง Sea State 6 รองรับกำลังทหารได้ 500 นาย บรรจุอัตรากำลังพลประจำเรือทั้งสิ้น 151 อัตรา

บริเวณดาดฟ้า ฮ. Flight Deck สามารถรับ – ส่ง เฮลิคอปเตอร์แบบ Sea Hawk ได้ 2 เครื่อง หรือเฮลิคอปเตอร์ แบบ CH – 47 ได้ 1 เครื่อง ส่วนโรงเก็บอากาศยาน สามารถรองรับเฮลิคอปเตอร์แบบ ซีฮอว์ค ได้ 2 เครื่อง นอกจากนี้บริเวณดาดฟ้าบรรทุก สามารถรองรับรถถังแบบ M60 ได้ 15 คัน หรือ ยานรบสะเทินน้ำสะเทินบก แบบ AAVS ได้ 19 คัน ส่วนอู่ลอย Well Dock สามารถรับ – ปล่อยเรือ และบรรทุกเรือระบายพลขนาดกลางประจำเรือ ได้ 2 ลำ รวมทั้งมี Ramp ท้าย (ประตูท้าย) สำหรับเปิด – ปิด ในการ รับ – ปล่อยเรือ ยานและยุทโธปกรณ์ในขณะเรือเดินและเรือจอด โดยสามารถต่อเชื่อมกับเรือระบายพลขนาดใหญ่ได้ รวมทั้งมีประตูข้างเรือ และ/หรือ Ramp ข้างเรือ สำหรับขนถ่ายยานพาหนะ ได้อีกด้วย

ระบบการรบ ประกอบด้วย ระบบอำนวยการรบ TERMA C – Flex จากเดนมาร์ก ระบบควบคุมการยิง TERMA C – Fire ประเทศอังกฤษ ระบบอาวุธ ปืนหลัก 1 แท่น แบบ OTO Melara 76/62 Super Rapid จากประเทศอิตาลี ปืนกลขนาด 30 มิลลิเมตร แบบ Sea Hawk MSI – DS30 MR จาก ประเทศอังกฤษ และปืนกล ขนาด 12.7 มิลลิเมตร จำนวน 6 กระบอก

นอกจากนี้ เรือหลวงอ่างทอง สามารถบรรทุกเรือระบายพลประจำเรือได้อีก 2 ลำ คือ เรือระบายพลขนาดเล็ก (LCVP) ขนาดความยาวตลอดลำ 13 เมตร น้ำหนักบรรทุก ไม่น้อยกว่า 3.6 ตัน หรือ บรรทุกทหารได้ 36 คน ทำความเร็วสูงสุด มากกว่า 15 นอต และ เรือระบายพลขนาดกลาง (LCM) ความยาวตลอดลำ 23 เมตร น้ำหนักบรรทุก ไม่น้อยกว่า 18 ตัน ความเร็วสูงสุด มากกว่า 12 นอต

ร.ล อ่างทอง มีภารกิจหลัก ในการสนับสนุนการยกพลขึ้นบกให้กับกำลังนาวิกโยธินในการเคลื่อนกำลังพลจากทะเลสู่ฝั่ง (โจมตีโฉบฉวย สะเทินน้ำสะเทินบก) การขนส่งลำเลียงทางทะเล รวมไปถึงการลำเลียงขนส่งทางอากาศด้วยอากาศยาน เพราะเรือลำนี้สามารถเป็นฐานบินลอยน้ำชั่วคราวได้ อีกทั้งยังเป็นเรือบัญชาการฐานปฏิบัติการในทะเล รวมถึงภารกิจการสนับสนุนการฝึกต่าง ๆ รวมทั้งการลำเลียงระยะไกล ซึ่งจะทำให้กองทัพเรือมีเรือรบที่สามารถปฏิบัติภารกิจได้หลากหลายและมีความอ่อนตัวสูงอันจะเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันประเทศ

สำหรับภารกิจในยามปกติ ก็สามารถใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ การส่งอาหารและยาเวชภัณฑ์ทางอากาศ รวมถึงการช่วยเหลืออพยพประชาชนออกจากพื้นที่ภัยพิบัติจากฝั่งเข้ามาสู่อู่ลอยของเรือได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นทั้งฐานลอยน้ำและฐานบินเคลื่อนที่สำหรับรับ-ส่ง ผู้ประสบภัยกลางทะเล รวมไปถึงเป็นโรงพยาบาลเคลื่อนที่สำหรับการปฐมพยาบาล และใช้ในการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยหนักได้เป็นอย่างดี จึงมีความจำเป็นที่ต้องการเรือขนาดใหญ่มาเสริมภารกิจดังกล่าวและเพื่อเป็นการแบ่งเบาภารกิจให้กับเรือหลวงจักรีนฤเบศรได้อีกทางหนึ่ง อีกทั้งปัจจุบันและในอนาคตภัยธรรมชาติต่างๆนับวันจะมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น กองทัพเรือจึงถือได้ว่า ร.ลอ่างทอง จะเป็นเรือที่มีบทบาทสำคัญทั้งยามปกติและภาวะสงครามได้เป็นอย่างดี

กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 11 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง นราธิวาส สงขลา ปัตตานี ตรัง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร ระนอง กระบี่ และประจวบคีรีขันธ์ ปัจจุบันระดับน้ำเริ่มลดลง และระดับทรงตัวในบางพื้นที่

โดย ปภ.ได้ร่วมกับหน่วยทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมสรรพกำลังและทรัพยากรปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยด่วนแล้ว พร้อมประสาน 9 จังหวัด เตรียมรับมือน้ำป่าไหลหลาก ดินไหล และดินถล่ม ในช่วงวันที่ 10 – 11 ม.ค.60 โดยจัดเจ้าหน้าที่และมิสเตอร์เตือนภัยเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยอย่างใกล้ชิด จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีที่เกิดภัย

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดี ปภ.เปิดเผยถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ว่า ฝนที่ตกหนัก ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.60 ถึงปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดอุทกภัย วาตภัย น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ภาคใต้ และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีจังหวัดได้รับผลกระทบ 12 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง นราธิวาส ยะลา สงขลา ปัตตานี ตรัง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร ระนอง กระบี่ และประจวบคีรีขันธ์ รวม 111 อำเภอ 663 ตำบล 4,993 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 369,680 ครัวเรือน 1,105,731 คน ผู้เสียชีวิต 25 ราย สูญหาย 2 ราย สถานที่ราชการเสียหาย 5 แห่ง ถนน 218 จุด คอสะพาน 59 แห่ง ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว 1 จังหวัด ได้แก่ ยะลา

ทั้งนี้ ยังคงมีสถานการณ์ใน 11 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง นราธิวาส สงขลา ปัตตานี ตรัง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร ระนอง กระบี่ และประจวบคีรีขันธ์ รวม 92 อำเภอ 556 ตำบล 4,299 หมู่บ้าน ดังนี้

พัทลุง น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองพัทลุง อำเภอควนขนุน อำเภอปากพะยูน อำเภอเขาชัยสน และอำเภอบางแก้ว รวม 36 ตำบล 350 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 27,274 ครัวเรือน 64,018 คน ผู้เสียชีวิต 5 ราย

นราธิวาส น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 13 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนราธิวาส อำเภอระแงะ อำเภอรือเสาะ อำเภอศรีสาคร อำเภอแว้ง อำเภอสุคิริน อำเภอสุไหงโก – ลก อำเภอสุไหงปาดี อำเภอจะแนะ อำเภอเจาะไอร้อง อำเภอยี่งอ อำเภอตากใบ และอำเภอบาเจาะ รวม 75 ตำบล 496 หมู่บ้าน 3 เทศบาล 35 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 33,420 ครัวเรือน 131,182 คน ผู้เสียชีวิต 3 ราย

สงขลา น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอควนเนียง อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอสิงหนคร อำเภอสทิงพระ และอำเภอระโนด รวม 25 ตำบล 154 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 8,880 ครัวเรือน 26,715 คน อพยพ 19 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 2 ราย

ปัตตานี น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 9 อำเภอ ได้แก่ อำเภอโคกโพธิ์ อำเภอยะรัง อำเภอกะพ้อ อำเภอหนองจิก อำเภอเมืองปัตตานี อำเภอสายบุรี อำเภอแม่ลาน อำเภอไม้แก่น และอำเภอทุ่งยางแดง รวม 50 ตำบล 202 หมู่บ้าน 11 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 9,191 ครัวเรือน 22,012 คน

ตรัง น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอนาโยง อำเภอรัษฎา อำเภอเมืองตรัง อำเภอห้วยยอด อำเภอวังวิเศษ และอำเภอกันตัง รวม 35 ตำบล 6 เทศบาล 264 หมู่บ้าน 15 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 10,756 ครัวเรือน 35,939 คน  ผู้เสียชีวิต 1 คน

สุราษฎร์ธานี น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 13 อำเภอ ได้แก่ อำเภอกาญจนดิษฐ์ อำเภอบ้านนาสาร อำเภอดอนสัก อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี อำเภอท่าชนะ อำเภอเกาะสมุย อำเภอไชยา อำเภอบ้านนาเดิม อำเภอชัยบุรี อำเภอเกาะพะงัน อำเภอท่าฉาง อำเภอพระแสง และอำเภอชัยบุรี รวม 79 ตำบล 609 หมู่บ้าน 25 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 74,555 ครัวเรือน 220,097 คน ผู้เสียชีวิต 4 ราย

นครศรีธรรมราช น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 23 อำเภอ ได้แก่ อำเภอชะอวด อำเภอทุ่งสง อำเภอจุฬาภรณ์ อำเภอร่อนพิบูลย์  อำเภอท่าศาลา อำเภอสิชล อำเภอนาบอน อำเภอพิปูน อำเภอช้างกลาง อำเภอฉวาง อำเภอนบพิตำ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช อำเภอพระพรหม อำเภอเชียรใหญ่ อำเภอขนอม อำเภอพรหมคีรี อำเภอลานสกา อำเภอบางขัน อำเภอปากพนัง อำเภอถ้ำพรรณรา อำเภอทุ่งใหญ่ อำเภอหัวไทร และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ รวม 154 ตำบล 1,284 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 125,202 ครัวเรือน 359,459 คน ผู้เสียชีวิต 6 ราย สูญหาย 1 ราย

ชุมพร น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 8 อำเภอ ได้แก่ อำเภอทุ่งตะโก อำเภอพะโต๊ะ อำเภอหลังสวน อำเภอละแม อำเภอสวี อำเภอเมืองชุมพร อำเภอปะทิว และอำเภอท่าแซะ รวม 59 ตำบล 494 หมู่บ้าน 1 เทศบาล 17 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 14,709 ครัวเรือน 47,704 คน

ระนอง น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่อำเภอเมืองระนอง รวม 1 ตำบล 1 หมู่บ้าน

กระบี่ น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองกระบี่ อำเภอเขาพนม อำเภออ่าวลึก อำเภอปลายพระยา และอำเภอเกาะลันตา รวม 24 ตำบล 64 หมู่บ้าน 1 เทศบาล 2 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 97 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 2 ราย สูญหาย 1 ราย

ประจวบคีรีขันธ์ น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ อำเภอบางสะพาน อำเภอทับสะแก และอำเภอบางสะพานน้อย รวม 18 ตำบล 81 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 37,538 ครัวเรือน

โดยในภาพรวมสถานการณ์ในปัจจุบันยังมีฝนตกในพื้นที่ ระดับน้ำทรงตัวและระดับน้ำลดลงในบางพื้นที่ ทั้งนี้ ปภ.ได้ร่วมกับหน่วยทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมสรรพกำลังและทรัพยากรปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวมถึงแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น อีกทั้งจัดเจ้าหน้าที่ พร้อมรถบรรทุกขนาดใหญ่ เรือท้องแบนอำนวยความสะดวกในการสัญจรแก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ตลอดจนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและสำรวจความเสียหาย เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ รวมถึงดำเนินการซ่อมแซมถนนและสาธารณูปโภคที่ได้รับความเสียหายให้สามารถใช้งานได้ตามปกติโดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า ภาคใต้ตอนบนจะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก และคลื่นลมแรง โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี ชุมพร นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา กระบี่ และตรัง ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมามีฝนตกสะสม ส่งผลให้พื้นดินชุ่มน้ำ จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย ดินไหลและดินถล่ม ปภ.จึงได้ประสาน 9 จังหวัดดังกล่าว แจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยบริเวณที่ลาดเชิงเขา ที่ราบต่ำริมน้ำไหลผ่าน ริมชายฝั่งทะเล และพื้นที่เสี่ยงภัยระมัดระวังอันตรายจากภาวะฝนตกหนักและฝนตกสะสม พร้อมจัดเจ้าหน้าที่และมิสเตอร์เตือนภัยติดตามสภาพอากาศและเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยอย่างใกล้ชิด รวมถึงจัดชุดเคลื่อนที่เร็ว วัสดุอุปกรณ์ และเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทันทีที่เกิดสถานการณ์ภัย สำหรับผู้ประกอบการทางน้ำและชาวประมงควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งต่อไปอีก 2 – 3 วัน

ท้ายนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยสามารถติดต่อได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป

 

1

2

3

4

5

6

บ้านกรูด  อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์

40

ซอยเสือจอย ต.กำเนิดนพคุณ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

26

27

28

29

30

31

32

33

คลองลอย อ.บางสะพานใหญ่ จ.ประจวบคีรีขันธ์

ขอบคุณข้อมูล กลุ่มคนรักบางสะพาน

loading...




Loading...